Skip to main content

Aromachology คืออะไร

เคยได้กลิ่นบางอย่าง
แล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกไหม?

นั่นไม่ใช่แค่ความรู้สึก — มันเกิดขึ้นจริงในร่างกาย ศาสตร์ที่อธิบายเรื่องนี้เรียกว่า Aromachology และมันเปลี่ยนวิธีที่เราคิดเรื่องสกินแคร์ไปอีกแบบนึงเลย

 

Aromachology คืออะไร?

Aromachology (อโรมาโคโลยี) คือสาขาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างกลิ่นกับพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์ โดยเฉพาะ ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 โดย Fragrance Foundation และพัฒนาร่วมกับงานวิจัยทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์มาตลอด

 

ประเด็นสำคัญคือ Aromachology ไม่ได้ผูกกับ essential oil ศาสตร์นี้ศึกษาโมเลกุลของกลิ่น ไม่ใช่แหล่งที่มา — ดังนั้น aroma molecule ที่ได้รับการออกแบบอย่างแม่นยำจากห้องแล็บสมัยใหม่สามารถให้ผลทางจิตสรีรวิทยาได้เท่ากัน บางครั้งดีกว่าด้วย เพราะความเข้มข้นคงที่และควบคุมได้

 

กลิ่นเดินทางสู่สมองอย่างไร?

จุดที่ทำให้กลิ่นพิเศษกว่า sense อื่น คือเส้นทางที่มันใช้

  1. โมเลกุลกลิ่นเข้าสู่ olfactory nerve  โดยตรง ต่างจากการมองหรือการได้ยินที่ต้องผ่าน thalamus ก่อน
  2. วิ่งตรงสู่ limbic system ศูนย์กลางอารมณ์และความทรงจำ ซึ่งรวมถึง amygdala และ hippocampus
  3. cortisol เริ่มลด — ระบบประสาทเข้าโหมดสงบ ร่างกายออกจากสภาวะ fight-or-flight และรู้สึกปลอดภัย
  4.  ผิวตอบสนองตามการอักเสบลดลง skin barrier แข็งแรงขึ้น wound healing เร็วขึ้น เพราะผิวเชื่อมโยงกับระบบประสาทตลอดเวลา


"กลิ่นถึงก่อน อารมณ์เปลี่ยนทีหลัง — ในเสี้ยววินาที ก่อนที่เราจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ"

 

 

กลิ่นไหนบ้างที่มีงานวิจัยรองรับ?

ไม่ใช่ทุกกลิ่นที่ให้ผลเหมือนกัน งานวิจัยด้าน Aromachology ระบุถึงโมเลกุลและกลุ่มกลิ่นที่มีผลต่อระบบประสาทชัดเจน ได้แก่

  • Rosemary ลด cortisol · เพิ่ม alertness · ช่วยความจำระยะสั้น 
  • Sandalwood anxiolytic effect · ลด heart rate · ให้ความรู้สึกสงบโดยไม่ทำให้ง่วง
  • Orange Blossom ลด anxiety · calming โดยไม่ sedating · เหมาะสำหรับการใช้งานกลางวัน
  • Lavender ลด cortisol · ช่วย sleep quality · ลดการอักเสบของผิวจากความเครียด

     

    ( งานวิจัยจาก Northumbria University 2012 )


แล้วทำไมมันถึงเกี่ยวกับผิว?

ผิวและระบบประสาทพัฒนามาจากเซลล์เดียวกันในช่วงตัวอ่อน ดังนั้นทั้งสองระบบจึงคุยกันตลอดเวลา เมื่อ cortisol สูง ผิวจะอักเสบง่ายขึ้น barrier อ่อนแอลง และซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง

สำหรับคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย หรือเป็น sensitive skin — ส่วนหนึ่งของปัญหาคือระบบประสาทที่อยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ผิวเอง

 

"กลิ่นที่ถูกต้อง ไม่ได้แค่หอม มันช่วยให้ร่างกายกลับมาสู่สมดุล"

 

นั่นคือเหตุผลที่ทุกสูตรของเราไม่เคยมองกลิ่นเป็นเพียง "ความหอม" แต่เป็นส่วนหนึ่งของสูตรที่ออกแบบมาเพื่อให้ผิวและระบบประสาทได้พักพร้อมกัน

ทุกโมเลกุลที่เราเลือกใช้ จะมาพร้อมคำถามก่อนเสมอว่า มันให้ความรู้สึกอะไร ? เพราะสกินแคร์ที่ดีไม่ควรเป็นแค่สิ่งที่ทาแล้วผิวดีขึ้น มันควรเป็นสิ่งที่ใช้แล้วรู้สึกดีด้วยทุกวัน


 

คำถามที่พบบ่อย Q&A

 

Aromachology กับ Aromatherapy ต่างกันอย่างไร?

Aromatherapy เน้นการบำบัดโดยใช้ essential oil โดยตรง ในขณะที่ Aromachology เป็นศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาผลของโมเลกุลกลิ่นต่อจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ โดยไม่จำกัดว่ากลิ่นต้องมาจาก natural source เท่านั้น

 

กลิ่นช่วยผิวบอบบางได้จริงไหม?

ได้จริงในเชิงอ้อม ผิวและระบบประสาทเชื่อมโยงกันโดยตรง เมื่อกลิ่นช่วยลด cortisol และทำให้ระบบประสาทสงบ ผิวที่อักเสบง่ายหรือแพ้ง่ายจะมีอาการลดลงได้จริง เพราะ stress hormone เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นหลักของการอักเสบในผิว

 

ต้องใช้ essential oil ถึงจะได้ผลไหม?

ไม่จำเป็น Aromachology ศึกษาโมเลกุลของกลิ่น ไม่ใช่แหล่งที่มา aroma molecule ที่ได้รับการออกแบบในห้องแล็บสมัยใหม่สามารถให้ผลทางจิตสรีรวิทยาได้เท่ากัน บางครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะควบคุมความเข้มข้นได้แม่นยำกว่า

 

มีคำถามที่เราถามตัวเองบ่อยมากตอนพัฒนาสูตรแต่ละตัว — กลิ่นนี้ทำให้รู้สึกอะไร? ไม่ใช่แค่หอมหรือไม่หอม แต่มันให้ความรู้สึกสงบ ตื่น หรืออบอุ่น?

คำถามนั้นไม่ได้มาจากความชอบส่วนตัว แต่มาจากสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับ Aromachology — ศาสตร์ที่บอกว่าโมเลกุลกลิ่นแต่ละตัวพูดกับระบบประสาทของมนุษย์ต่างกัน และนั่นส่งผลถึงผิวโดยตรง

ทุกสูตรของ LAMUSE&CO. เลือกกลิ่นโดยพิจารณาว่าโมเลกุลนั้นให้ผลทางจิตสรีรวิทยาอย่างไรไม่ใช่แค่ความหอมสวยงาม โดยผสานเข้ากับ active skincare ingredient เพื่อให้ผิวและระบบประสาทได้รับประโยชน์พร้อมกัน